ช่วงทบทวนก่อนสิ้นปี (ตอน 2) 
Ghost Theory ทฤษฎีขังวิญญาณ

ตอนสองของการมองย้อนกลับไปยังงานตลอดปี ขอเลือกงานเล่ม 2 จากชุด The Myst นั่นคือ Ghost Theory ทฤษฎีขังวิญญาณ มาเล่า อธิบายเล็กน้อยสำหรับคนที่อาจจะไม่ได้ติดตามอ่านงานชุด The Myst มันเป็นชุดนิยายแนวสยองขวัญของผมที่คอนเซปต์คือเกี่ยวข้องกับเรื่องราวลึกลับระดับโลก โดยทุกเล่มจะมีจุดเชื่อมเดียวกันนั่นคือเว็บบอร์ดเว็บไซต์ป่วยๆ เชยๆ เหมือนหลุดมาจากเว็บยุค 1.0 ที่มีชื่อเดอะมิสต์เช่นเดียวกัน และสมาชิกที่เข้ามาไม่ว่าใครโพสอะไรก็จะใช้นามแฝงว่านิรนามหมดเพียงแต่เปลี่ยนหมายเลขด้านหลังให้แตกต่างกันไป

สำหรับเล่มนี้ตัวเอกหลักของชุดนั่นคือโปเต้ หนุ่มตกงานวัย 23 ก็จะฟังหนึ่งในสมาชิกบอร์ดคุยกันเกี่ยวกับทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ว่าจะสามารถเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องลึกลับอะไรได้ไหม ทีนี้ก็มีคนหนึ่งในนั้นเล่าเกี่ยวกับทีมทำรายการพิสูจน์ผีที่พยายามให้ทฤษฏีวิทย์จนกระทั่งไปเจอกับอะไรบางอย่าง เรื่องย่อตามย่อหน้าถัดไปครับ ใครรู้อยู่แล้วก็ข้ามไปเลย

วัชระ หนุ่มผู้มีใจรักอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งหลงใหลในเรื่องลึกลับ เขาผสมผสานสิ่งที่ตัวเองรัก ร่วมมือกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกสองคน ทำรายการค้นหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งลึกลับชื่อว่า Ghost Theory จนมีเศรษฐีชาวอังกฤษสนใจและติดต่อมาให้พวกเขาใช้เครื่องมือพิสูจน์ผี เพื่อช่วยค้นหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของลูกสาวชื่อ ออเดรย์ ในคฤหาสน์หลังใหญ่บนภูเขาทางภาคเหนือ วัชระและเพื่อนจึงตกลงรับงาน ทันทีที่เริ่มปฏิบัติการในคฤหาสน์ วิญญาณก็ปรากฏตัวทั้งภาพและเสียง แต่มีสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย เมื่อพวกวัชระพบว่า วิญญาณที่สิงสู่อยู่ในที่แห่งนี้ อาจจะไม่ได้มีเพียงออเดรย์ แถมยังมีปริศนาและความลับที่เกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์คนก่อน ที่ทำการคิดค้นทดลองแปลกประหลาดอีกด้วย ทุกคนต้องไขปริศนา ค้นหาความจริง และพิสูจน์ที่มาของเรื่องสยองให้ได้ก่อนที่หลักการท้าความตายเหล่านี้จะย้อนกลับมาเล่นงานพวกเขาเอง!

มีทีเซอร์โปรโมทตอนหนังสือใกล้ออกด้วย แถมให้เผื่อใครอยากดูhttps://www.youtube.com/watch?v=VVntP897YOc

ทีนี้มาพูดถึงเบื้องหลังการเขียน คือเล่มแรกที่ชื่อ Mystery Spot ผมค่อนข้างพอใจกับงานที่เขียนออกมา เพราะมีองค์ประกอบที่มันเข้ากับชื่อชุดดี เล่มสองก็ตั้งใจว่าจะพยายามรักษาคอนเซปต์เอาไว้ให้ได้ ใช้การจับการพิสูจน์ผีทางวิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงเพราะอยากให้หลุดไปจากเรื่องผีโดยส่วนมากของไทยหน่อย

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องทางวิทยาศาสตร์พวกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การใช้คลื่นวิทยุรับเสียง หรือเทคนิคการบันทึกภาพวิญญาณปรากฏว่าตอนเขียนต้องไปค้นหาข้อมูลจากต่างประเทศเป็นส่วนมากหนังสือบ้างหรือเว็บไซต์บ้างเพราะว่าเรื่องพิสูจน์ผีด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์จะไม่ค่อยได้รับความนิยมในไทยสักเท่าไหร่ ใช้ความพยายามประมาณหนึ่งเลยทีเดียวในการหาข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเพราะตามบทตัวพระเอกจะต้องเป็นคนที่รักและหลงใหลในศาสตร์ด้านนี้เราก็อยากให้สมจริง

ส่วนตัวเนื้อเรื่องก็จะมีหักมุม พลิกไปพลิกมาตามฟอร์มเรื่องส่วนใหญ่ของผม ประเภทว่าคิดว่ามีผี ปรากฏว่าผีที่เคยคิดว่าจริงกลับเป็นปลอม แต่มีสิ่งเหนือธรรมชาติของจริงแอบซ่อนอยู่โดยไม่มีใครรู้ ตัวละครนอกจากกลุ่มพระเอกก็มีผู้จ้างวานที่มีลับลมคมนัยบางอย่างอยู่

อันนี้ขอยอมรับตามตรงว่าตอนเขียนต้นฉบับเสร็จ โดยส่วนตัวในฐานะนักเขียนรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ รู้สึกเหมือนทำไม่ได้ตามความคาดหวัง คืออยากให้เรื่องมันพีคกว่านี้แต่เนี่ยแหละครับ เวลาทำงานต่อให้เรามีพลอตมีแผนการค่อนข้างแน่นประมาณหนึ่งแต่สุดท้ายการเขียนก็เป็นการเดินทางที่คาดเดาไม่ได้ ผลลัพธ์สุดท้ายออกมาถึงจะรู้ว่าออกมาสมความตั้งใจแค่ไหน ไอ้เรื่องแบบนี้นักเขียนส่วนมากเขาคงไม่มาพูดกันหรอกนะ แต่ในเมื่อเล่าเรื่องแล้วเราก็พูดแบบซื่อตรงจริงใจดีกว่าอ่ะนะ

ยังดีรู้สึกว่าช่วงจบบทสรุปทำได้ลงตัวพอประมาณแล้วก็มีความสยองอยู่ ถ้าใครอ่านแล้วก็คงจำได้ว่าจะเป็นฉากจบทิ้งท้ายตามประสาเรื่องสยองขวัญที่นักวิทยาศาสตร์โรคจิตทดลองเกี่ยวกับผีกระสือ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากนักอ่านตอนออกไปว่ามันก็แปลกดี

โดยรวมก็เลยรู้สึกว่าสำหรับงานชิ้นนี้เอาตัวรอดไปได้แบบหวุดหวิด เพราะถ้าเป็นไปได้อยากให้เรื่องโดยรวมมันกลมกล่อมกว่านี้ เลยตั้งใจเอาไว้ว่าจะพยายามแก้ตัวกับเล่มถัดไปครับ

ขอจบตอนเพียงเท่านี้ ใครเคยอ่านเล่มนี้แล้วก็ออกความเห็นกันได้นะครับว่ารู้สึกอย่างไรกันบ้าง อยากฟังความคิดทุกคนที่ผ่านมาพร้อมกัน ไม่ว่าติหรือชมได้หมด

ช่วงทบทวนก่อนสิ้นปี (ตอน 1)

สาปลังกา

 

                เคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะถือโอกาสช่วงสิ้นปี ทบทวนงานที่ออกมาในปี 2014 นี้ เล่าเบื้องหลังความคิด การทำงานในบางแง่มุมแบบผ่อนคลายสบายๆ ไม่เป็นทางการหรือใช้ศัพท์แสงวิชาการอะไรหรอก เล่ามาถึงเล่มไหนแล้วใครเคยอ่านหรือคิดเห็นอย่างไรก็ออกความเห็นกันได้

                ขอเริ่มเล่มแรกด้วยนิยายรักแล้วกัน “สาปลังกา”  ก่อนอื่นคงต้องอธิบายก่อนว่าถึงแม้จะเคยเขียนนิยายแนวรักมาบ้างแล้ว แต่หนังสือเล่มนี้ถือเป็นการเข้าสู่ยุคนิยายรักแบบเป็นทางการ แบบเอาจริงเอาจังกับงานแนวนี้ ซึ่งก็ออกวางตลาดช่วงเดือนมกราคมเปิดปี 2014 พอดี

                ทำไมถึงบอกว่าเป็นเล่มแรกที่เอาจริงเอาจังกับสายนี้ ? ก็เพราะว่างานที่เคยออกก่อนหน้านี้บางชิ้นอย่างเช่น บุพเพราชัน อันนี้เป็นการเขียนร่วมกับพี่มด อุมาริการ์ ถือว่าไม่ใช่งานเดี่ยว ส่วน Cassette ท่วงทำนองในรอยรัก อันนั้นตั้งใจเขียนให้มันติสต์หน่อย ไม่ใช่ Format นิยายรักโดยส่วนใหญ่ พูดกันตามตรงคือเนื้อหาภายในมันเน้น Real มาก เท่ากับงานวรรณกรรมจัดๆ อย่าง เงาแรกและแสงสุดท้ายหรือวัฎจักรไร้สำนึกเลย ถ้าใครอ่านจะรู้ว่ามีตายจริง เจ็บจริง เศร้าจริง ไม่ชวนฝัน อิงนิยายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตอนเขียนคิดว่าเป็นงานประกวดวรรณกรรมอย่างเวทีนายอินทร์อะวอร์ดเลยใส่เต็มที่ไม่ประณีประนอมกับเนื้อเรื่อง  คำวิจารณ์หนังสือส่วนใหญ่ก็จะออกมาประมาณนี้ โดยเฉพาะสำหรับนักอ่านนิยายรักโดยทั่วไป http://readliketalk.blogspot.com/2013/10/cassette.html

                เข้าเรื่องพูดถึงสาปลังกาต่อ ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าพอเขียนนิยายรัก ยังไงก็ขอมีส่วนผสมของเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนหรือลึกลับหน่อยแล้วกันเพราะเป็นทางถนัด เพราะให้เขียนเรื่องแนวหวานชวนจิ้น พระนางไล่จีบกันอย่างเดียวก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่รอดเพราะโดยส่วนตัวไม่ถนัดทางนั้น อันนี้รู้ศักยภาพตัวเองดี ดังนั้นจึงขอเลือกแนวขายพลอต มีหักมุม ชิงไหวชิงพริบกันหน่อย เพราะคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้

                เรื่องย่อเอาเป็นว่าไป search หากันเองไม่ยากเนอะสำหรับคนที่สนใจ พูดแบบย่อๆ ก็คือนางเอกเป็นสาวแกร่ง สาวเก่ง ร่วมมือกับปู่ผู้เป็นพรานป่าและเชี่ยวชาญด้านอาคม ปลอมตัวเข้าไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของน้องสาวที่เพิ่งเข้าไปทำงานบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งขอ Spoil เลยว่าอ่านไปสักพักก็จะพบว่าตระกูลใหญ่เจ้าของธุรกิจในเรื่องเนี่ยมีพลังเหนือธรรมชาติหนุนหลังอยู่นั่นคือปีศาจที่ติดตามบรรพบุรุษมาจากประเทศศรีลังกา  ตอนช่วงเริ่มต้นเคยคิดเอาไว้เลยว่าอยากให้ออกมาเป็นเรื่องแบบ ทายาทอสูรแบบยุคปี 2014

                ทีนี้เรื่องมันจะเป็นการต่อสู้ระหว่างสองฝั่งระหว่างสาวเก่งอย่างนางเอกที่ใช้หัวสมอง ความฉลาด ผสานกับอาคมของทางปู่และลูกน้อง กับปีศาจและพวกเจ้าของธุรกิจครอบครัวพระเอกว่าใครจะล่วงรู้ความจริง กระชากหน้ากากอีกฝ่ายได้ก่อนกัน ในเรื่องก็จะมีการหลอกกันไปมา ความตั้งใจตอนเขียนคือถึงเป็นนิยายรักแต่อยากให้มันสู้กันเหมือนประมาณตัวละครใน DeathNote คือมีการชิงความได้เปรียบกันตลอดเวลา  เล่นเกมแมวจับหนูว่าใครจะไล่ใครทัน เปิดโปงฉีกหน้ากากกันได้ก่อน พอมาถึงตอนหลังจะมีฝ่ายตำรวจที่ส่งสัยเกี่ยวกับความตายลึกลับมาเพิ่มด้วยกลายเป็นสามกลุ่มไปเลย ซึ่งพระเอก- นางเอก – ตัวตำรวจที่ทำคดี ก็จะอารมณ์เหมือนอยู่คนละฝั่งกัน แม้เป็นตัวละครฝ่ายดีทั้งหมดและต่างมีเป้าหมายของตัวเอง

                ตัวละครที่ไม่ใช่พระนางที่โดยส่วนตัวชอบคือพี่ชายบุญธรรมพระเอก ซึ่งบุคลิกเงียบขรึมและเหมือนเก็บงำความลับอะไรไว้ รู้สึกว่าแย่งซีนพระเอกอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นคนที่รู้ความลับและต้องรับใช้ปีศาจ เลยเป็นตัวละครที่ค่อนข้างซับซ้อนดูเหมือนตัวฆาตกรโรคจิตนิ่งๆ คือพูดดีกับพวกนางเอกจบตามมาดนักธุรกิจพอตัดไปอีกฉากก็จะพบว่าเขาไปนั่งจ้องอยู่หน้าจอวงจรปิดที่ติดไว้รอบบ้านพักที่กลุ่มพนักงานอย่างนางเอกอยู่และแอบจับตามองทุกอย่างอยู่ ได้ Feedback จากนักอ่านอยู่บ้างเหมือนกันว่าชอบตัวละครนี้มาก

                พอเขียนจบออกวางตลาด สำนักพิมพ์สถาพร พิมพ์คำก็จัดเข้าหมวด Romantic Suspense ทันทีเป็นเล่มแรกของหัวนี้เลย ซึ่งจะหมดปีแล้วสุดท้ายก็มีหนังสือในหัวนี้ออกมาไม่เกิน 5-6 เล่มมั้งถ้าจำไม่ผิด เดาว่าอาจจะเป็นเพราะมีคนเขียนแนวนี้น้อยก็ได้ คนอ่านน้อยด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบก็น่าจะน้อยกว่าแนวรักหวานซึ้งทั่วไป (สรุปเขียนแนวนี้ทำไมนะเรา ฮ่าๆ)

                หันมามองกลับไปตอนนี้ในฐานะคนเขียนก็เป็นงานชิ้นหนึ่งที่ค่อนข้างพอใจระดับ 8/10 คิดว่าทางพลอตเรื่องผีและการต่อสู้หักมุมกันทำได้ตามที่วางแผนเอาไว้แล้ว แต่องค์ประกอบในเชิงรักหวานซึ้งถ้าเป็นไปได้อยากจะเติมขึ้นอีกหน่อย แต่ก็นะคงไม่มีงานไหนสมบูรณ์แบบ

                ถ้าใครเคยอ่านเล่มนี้แล้วก็ออกความเห็นกันได้นะครับ จอจบการเล่าทบทวนงานตอนแรกไว้เท่านี้ 

 

บางครั้งเวลาพูดคุยกับใครเกี่ยวกับเรื่องวิธีการเขียน ผมมักเลือกเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นที่ทำให้เห็นภาพ ครั้งหนึ่งเคยเล่าให้คนอื่นฟังว่านักเขียนกับการเริ่มต้นเขียนต้นฉบับนิยายเรื่องใหม่นั้น ไม่ต่างจากการดวลดาบแบบซามูไร สู้กันจนตายไปข้าง ต้องรอดชีวิตผ่านศึกมาให้ได้

 บรรยากาศการต่อสู้ที่มีเพียงแค่คนจับดาบประจันหน้าอยู่เท่านั้นสามารถเข้าใจ ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยการเฝ้ามองจากวงนอกหรือเพียงแค่ดูผลลัพธ์สุดท้าย ต้นฉบับชิ้นใหม่เทียบเท่าคู่ต่อสู้รายใหม่ที่เราก้าวเข้าไปท้าทาย ต่อให้ผ่านศึกมามาก ก็ไม่มีทางมั่นใจว่าจะรับมือเอาชนะได้อย่างไร้บาดแผล ถึงคาดเดาเรียนรู้กระบวนท่าการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายมาล่วงหน้า คิดว่าชำนาญเพียงใดก็ตาม ทว่าในห้วงเวลาปะดาบย่อมเกิดเหตุผิดคาดได้เสมอ ล้มยากกว่าที่คิด ถูกสวนกลับโดยไม่ตั้งตัว จิตตกหวาดหวั่นกับสิ่งที่เราไม่เข้าใจ หรือประมาทจนกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

 สิ่งสำคัญสำหรับการร่อนเร่พเนจรเพื่อเผชิญคู่ต่อสู้ใหม่คือการเตือนจิตไว้ว่าอย่าได้ประมาท หรือประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป  สายตาจงจับจ้องอยู่ที่การเคลื่อนไหวและคมดาบคู่ต่อสู้ หากย่อหย่อนด้วยความมั่นใจ ขาดไร้สมาธิอาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกสังหารเสียเอง