Take it to the next level

posted on 27 Sep 2009 22:04 by pongwut-spock  in Other

 

               เมื่อวานไปงานเปิดตัวโครงการ The whizer ที่ร้าน Se-ed มาบุญครองมาเป็นที่เรียบร้อย งานก็ผ่านไปด้วยดีคนไม่เยอะอะไรนัก เห็นเขาว่ามีวงซุปเปอร์จูเนียร์มาแถวนั้นวัยรุ่นทั้งหลายอาจจะไปดูกันหมดแล้วมองข้ามซุปเปอร์ไม่ค่อยจูเนียร์แบบพวกเราไป ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปไปเลยรอเคนนี่ช่างกล้องของสถาพรส่งรูปมาให้พอได้มาแล้วจะเอามาอัพเดทในนี้แล้วกัน 555

 

            

            ช่วงสองสามวันมานี้มาทบทวนเรื่องเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในฐานะนักเขียนของตัวเองโดยเฉพาะในด้านการเขียนเรื่องแฟนตาซีและคุยกับเพื่อนคนหนึ่งเขาบอกว่าบางทีอาจจะถึงเวลาที่ผมต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบบางอย่างได้แล้ว ทั้งหมดต่อไปนี้อาจจะเป็นความคิดคำนึงเพ้อเจ้อของคนๆ หนึ่ง ไม่มีป้ายรับรองใดๆ ว่ามันเป็นหลักการที่น่าเชื่อถือ

          ในช่วงเวลาประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมาผมกระโดดเข้าสู่การเป็นนักเขียนแฟนตาซี โดยเริ่มจาก Nirvana ไล่มาถึง Shadow of angel และ เฮอร์มีส สามเรื่องยาว บางเรื่องจบแล้วบางเรื่องยังไม่จบ เป้าหมายอย่างหนึ่งคือหวังว่าจะเขียนงานแฟนตาซีที่มีคุณภาพพอประมาณ อย่างน้อยถ้าไม่ดีเลิศอะไรมากก็ได้ชื่อว่ามีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่เอาแรงบันดาลใจจากเกมหรือการ์ตูนมาข้องเกี่ยวในเรื่องมากนัก เพราะเท่าที่สังเกตดูแฟนตาซีไทยเริ่มต้นมาโดยมีแต่เรื่องที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจากของเหล่านี้ ประเภทอ่านไปก็อืม ไฟนอลแฟนตาซี ตัวละครตัวนั้นตัวนี้ก็มาจาก naruto หรือ HunterXHunter หรือบางครั้งก็แฮรรี่ พ๊อตเตอร์ โรงเรียนเวทมนตร์อะไรก็ว่าไปตามความคิดเห็นของผม(คนเดียว) หลายเรื่องก็เหมือนการ์ตูนทีตัดภาพออกไปก็เท่านั้น ยิ่งมีเอกลักษณ์ของตัวเองน้อยและเน้นการตัดแปะก็ยิ่งเป็นหนังสือน้อยเสียยิ่งกว่า light Novel เสียอีก

        ซึ่งแฟนตาซีที่มีลักษณะแบบนี้คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างคำว่าลอกกับคำว่าแรงบันดาลใจมากเหลือเกิน หลายครั้งพออ่านความคิดเห็นของผู้คนในเน็ตก็บอกว่าอยากอ่านอะไรที่ไม่ซ้ำแบบนี้ สดใหม่กว่านี้ ผมคิดว่าจะลองทำดู อย่างที่บอกไปในตอนแรก ทำโดยไม่ได้เกี่ยวกับการคิดว่าเรื่องตัวเองจะดีหรือเลิศกว่า ไม่ต้องไปตีตราใส่ร้ายพวกงานกลุ่มนั้นว่าไม่มีคุณค่า เอาเป็นว่าแค่เราลองเดินอีกทางดูว่าจะเป็นยังไง

       คิดว่าคนที่อ่านงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่คงเป็นไล่เรียงรุ่นตั้งแต่เด็กไปถึงวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้น (กลุ่มคนที่เป็นวัยผู้ใหญ่มากๆ คิดว่าอ่านสิ่งที่เรียกว่าแฟนตาซี "ไทย" น้อยถ้าจะอ่านอย่างน้อยก็นิยมของนอกไว้ก่อน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาจากที่สังเกตมา) ตอนที่เขียนงานแฟนตาซีผมจึงมีหลักการทำงานอย่างหนึ่งคือลองพยายามผสมผสานปล่อยฝีมือ ปล่อยรสนิยมของตัวเองสัก 50-70 แล้วอาจจะเหลืออีก 50-30 เอาไว้สำหรับความสนุก มีสีสัน อาจจะเป็นรูปแบบการ์ตูนเล็กๆ แบบที่นักอ่านชอบกันจากแฟนตาซีไทยที่ผ่านมาเพื่อไม่ให้มันแตกต่างหลุดจากโค้งเกินไปจนคนไม่คุ้นชินกัน ใช้หลักการ "ผสมผสานดูทางตลาด" ด้วย

      ผมคิดว่าตัวเองทำได้ดีพอสมควรอย่างน้อยก็สร้างชื่อของตัวเองในฐานะนักเขียนแฟนตาซีให้คนจดจำขึ้นมาได้ ตีตลาดแฟนตาซีไทยได้พอสมควร ในตอนที่ผมเริ่ม Nirvana เป็นเรื่องแรกนั้นก็เป็นกลางปี 2007 ซึ่งแฟนตาซีก็ซาลงพอสมควรแล้วโดยตีตลาดด้วยนิยายหวานแหวว ไม่ได้ขายดีหนักแน่นเหมือนเดิม อย่างในช่วงแรกๆ ที่งานไหนออกมาขอให้เป็นแฟนตาซีก็ขายดีติดตลาดกันหมด ผ่านมาสองปี ผมคิดว่าตัวเองก็พอจะไปได้ในฐานะนักเขียนนิยายแนวนี้  คงอวดอ้างยอดขายระดับ best seller สุดยอดไม่ได้เพราะไม่มีสักเล่ม 555  เอาเป็นว่าผมก็วัดง่ายๆ บ้านๆ จากที่หนังสือทั้งหลายยังคงได้รับการวางขาย วางโชว์ในร้านหนังสือไม่โดนกลืนหายไปไหนและมีสื่อให้ความสนใจพอสมควร ตอนนี้เนอร์วาน่าจบไปแล้วแต่ไปตามร้านก็ยังพอเห็นโชว์หันหน้าอยู่ก็แสดงว่าตัวเองไปได้ดีพอดู สำหรับในระยะหลังที่นักเขียนแฟนตาซีดูเหมือนจะไม่มีชื่อติดตลาดง่ายๆ แบบสมัยยุคแรกๆ

      เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเพื่อนของผมบอกว่าบางทีผมอาจจะควรเลิกเจ้าหลักการ "ผสมผสานดูทางตลาด" ได้แล้ว และควรจะเขียนและปล่อยเต็มที่ในรูปแบบที่ผมชอบอย่าง 100 เปอร์เซนต์เสียทีโดยไม่ต้องกั๊กอีก เขาบอกว่าหลังจากดูมาสองปีที่ผมได้ลองทำตามรูปแบบนี้มา ถึงผมจะทำได้ดีพอดูแต่มันก็เป็นแค่เพียงวิถีทางที่ไม่น่าเดินต่อ เหมือนกับศึกที่ไม่มีทางชนะ...อาจจะใช้คำแบบนี้ก็ได้

       สำหรับคนที่ชอบอ่านนิยายแฟนตาซีที่มีรูปแบบเหมือนการ์ตูนเหมือนเกมถึงอย่างไรก็ยังคงอ่านเรื่่องแบบนั้นต่อไป ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแถมเท่าที่สังเกตดู เมื่อแฟนตาซีไทยตั้งต้นกันแบบนี้ผ่านมาหลายปี ตลาดของเราทั้งนักอ่านนักเขียนก็คุ้นชินกับมาตรฐานแบบนี้ไปซะแล้วว่ามันเป็นของปกติ การได้แรงบันดาลใจ(จนเกินไปในหลายครั้ง) การนำฉากที่ชอบจากเกมหรือการ์ตูนมาทำซ้ำวนเวียน วนโครงสร้างในนิยายกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและไม่เห็นเป็นสิ่งผิด แถมยิ่งทำเป็นสูตรแบบนี้แล้วคนอ่านยิ่งรู้สึกชอบยิ่งรู้สึกสนุกรับง่ายมากกว่า งานเขียนที่พยายามคิดแบบเป็น 0riginal ขึ้นมาเสียอีก....แฟนตาซีไทยอาจจะถูกเปิดโอกาสโดยนิยายแปลอย่างแฮรรี่ พ๊อตเตอร์ แต่เชื่อไหมพอมาถึงเวลานี้ มีหลายคนคิดว่าแฟนตาซีแบบแฮรรี่นั้น "น่าเบื่อ" ชวนง่วงไปเสียแล้ว เพียงเพราะว่ามันมีรูปแบบเป็นหนังสือแท้ๆ ไม่ได้ดำเนินเรื่องฉับไว ฆ่าฟัน ยิงแสงปล่อยเวทมนตร์แบบการ์ตูนญี่ปุ่น

      อย่างที่บอกว่าการเขียนแนวนั้นก็ไม่ใช่สิ่งผิด เพราะแบบ Nirvana ที่ผมเขียนไปก็มีฉากต่อสู้ ตัวละครลุยกัน บู้กันแบบการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่ตามหลักการ "ผสมผสานดูตลาด" อย่างที่บอกไป และหลายครั้งฟังนักอ่านมาพูดคุยกันแล้วบอกทำนองว่า "เรื่องพี่สู้สนุกดี มันส์ดี" ก็ทำให้ผมรู้สึกดีใจเหมือนกัน

       แต่บางครั้งผมที่เป็นนักเขียนเองจะรู้สึกเบื่อขี้เกียจคิดและเขียนฉากพวกนี้ ในช่วงสี่ห้าปีหลังนี่ผมอ่านการ์ตูนน้อยเรื่องลงมากคงเพราะเกินวัยที่จะสนใจหรือมีจินตนาการ ดื่มดำ อินกับฉากเท่ๆ ของตัวละครที่หลุดมาจากนิตยสารการ์ตูนแบบ Jump แล้ว ไฟนอลแฟนตาซีหรือ ? ก็เกินวัยจะคลั่ง ถ้าเป็นสิบปีก่อนในปี 1999 สมัยอยู่มอปลาย ที่ภาค 8 ออกนั่นอาจจะอินมากขนาดพร้อมจะต่อยอาจารย์ปกครองเพื่อให้ได้ไว้ผมแบบพระเอกไฟนอลแต่พอถึงตอนนี้ไม่ได้ใส่ใจสนใจมันสักเท่าไหร่แล้ว แถมเกมออนไลน์ก็ไม่เคยเล่น เชยเข้าไปใหญ่ ผมคิดว่าการไม่อินก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่พอเทียบกันแล้วสมมุติให้เปรียบเทียบนิยายของผมกับนักเขียนที่เขายังชอบยังอินกับการ์ตูนกับเกมอยู่ นักอ่านอาจจะไม่รู้สึกสนุกกับเรื่องของผมเท่ากับพวกนั้นได้ เรื่องของผมอาจจะเป็นแค่ของกากๆ...น่าเบื่อสุดๆ การผสมผสานการตลาดก็อาจจะเป็นความพยายามครึ่งๆ กลางๆ ที่ไปไม่สุดทาง

        ที่จริงก็คือพอหลังจากเป็นนักเขียนแฟนตาซีมาสองปี 2007-2009 พอรากฐานเรามั่นคงพอสมควร คิดในแง่ดีตอนนี้อยู่ในจุดที่ผมอาจจะปล่อยของ ลองทำตามที่ตัวเองชอบเต็มที่ 100% ได้สักที ซึ่งมันก็ไม่ได้หมายความว่าทำแบบนี้แล้วงานจะออกมาเลิศ หรือออกมาดีหรอกนะเพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะน่าเบื่อหรือห่วยแตกก็ได้ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับผมเองนี่จะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบทิ้งรูปแบบการทำงานเดิมและก้าวไปสู่ขั้นต่อไป หรือ Take it to the next level ซึ่งจะออกมาในรูปแบบใดคงต้องติดตามกันดู

      เอ๊ะ เขียนไปเขียนมายาวเหมือนกันนะเนี่ย ติสต์มากวันนี้ เอาเป็นว่านานๆ ทีสมนาคุณคนมาอ่าน Blog ได้อ่านอะไรที่มีเนื้อหายาวๆ จุใจบ้างแล้วกัน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยาวจริงๆ

อืม ก็น่าสนใจอยู่นะคะ แต่เฟรย์ก็เดาไม่ออกว่า นิยายแบบตัวตนของพี่ 100% จะออกมาแนวไหน

แต่ต่อยอาจารย์ปกครองเพื่อให้ได้ไว้ทรงผมแบบคลาวด์นี่ เวอร์ไปมั้งคะ sad smile

lol

#1 By Felicis on 2009-09-28 10:28

confused smile หะหะ ไม่ได้เวอร์นะเฟรย์ ตอนมอ5 มอ 6 ตั้งใจโดดตรวจผมสุดๆ เป็นความโง่ตามประสาวัยรุ่นจนพร้อมทำทุกอย่างจริงๆ แต่ตอนนั้นอยากได้แบบภาค 8ที่พระเอกเป็น สควอล มากกว่า เพราะหัวแหลมแบบ คลาวด์ยังไงก็เหนือมนุษย์คงทำไม่ค่อยได้
double wink ส่วนเรื่องงานคงต้องดูกันต่อไป อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปเยอะมาก แต่คงมีบางอย่างเปลี่ยนแปลง
มีบางคนโกระแค้นอาจารยจนถึงขนาดคิดว่า ถ้าจะฆ่าคนสักแสนเพื่อได้กำจัดอาจารย์คนนี้ไป ช่างคุ้มค่า

มันเป็นความคิดจากเกมส์และการ์ตูนชัดๆ

พี่เองตอนนี้เขียนในแบบที่ตัวเองชอบแล้ว อาจจะมีผสมผสานบ้างก็เพียงเล็กน้อยเพื่อสะดวกในการจินตนาการแต่โครงเรื่องหลักคือแนวของเรา ตัวของเรา ภาษาของเรา อาจจะไม่ดังทะลุฟ้าให้เด็กๆร้องหาแต่พี่อยากนั่งอยู่ในใจคนอ่านระดับผู้ใหญ่วัยทำงาน อยากให้พวกเรายอมรับ แฟนตาซีจากฝีมือไทย ว่าสนุก ไม่เน่า ไม่ซ้ำซาก วัยเขาก็ถืออ่านได้ไม่อายใครและไม่จำเป็นต้องไปวิ่งตามงานแปลที่แพงบรรลัยแต่หาความสนุกไม่ได้เลย

มันอาจจะเปลี่ยนแปลงยาก แต่โลกมันก็ไม่เคยหยุดนิ่งใช่ไหม

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้นักเขียนไทยได้สร้างผลงานที่เป็นของตัวเองจริงๆ

#3 By moonyforever on 2009-09-28 13:23

ขอให้ทำได้และทำได้ออกมาดีฮะ

สู้ๆพี่ป็อค

#4 By Fernall on 2009-09-28 16:00

big smile ข้อความนั้นพี่มูนเอามาจากนิยายเรื่องไหนละนั่น

ขอบคุณทั้งพี่มูนและเฟริ์นที่ให้กำลังใจ
ใจจริงอยากเห็นพี่สป็อคเขียนแบบที่เป็นตัวตน 100% มากเลยนะคะ--ทุกวันนี้ที่อ่านงานพี่ก็ชอบอยู่แล้ว ชอบมากด้วย confused smile เพียงแต่ยังรู้สึกว่า...บางทีถ้ามันสุดกว่านี้ได้ก็คงดี (ฮา)

แต่กรณีทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ไว้ทรงผมพระเอกไฟนอลฯนี่ออกจะอินเกินไปนะคะ 555

#6 By Star* of Radiance on 2009-09-28 20:18

big smile ขอบคุณเอื้อ ที่ให้กำลังใจด้วยนะ

เดี๋ยวเร็วๆ นี้จะเอา DEMO รูปแบบงานแบบใหม่มาให้ดูกันเล็กน้อย
ทำยังกับนักร้อง มี Demo ด้วย

#8 By moonyforever on 2009-09-29 00:27