เกี่ยวกับความล้มเหลวและเส้นทางที่ผ่านมา
posted on 11 Oct 2009 17:00 by pongwut-spock in Other
เมื่อคืนที่ผ่านมาเวลา 00.50 เพิ่งจะกดส่งไฟล์ต้นฉบับของ Shadow 0f angel 3 ให้กับบอกอ เรียบร้อยเคลียร์ไปอีกงานหนึง ถ้าเล่มนี้ไม่ผิดพลาดอะไรอย่างน้อยก็น่าจะออกทันสิ้นปีนี้ธันวาคมละนะ พอมาคิดดูแล้วสรุปว่าปีนี้ มีหนังสือออกตั้ง 7 เล่มแนะ ! อืมรู้สึกว่าปีนี้ Busy ทำงานกับหลายสำนักพิมพ์มากขึ้นมั้งก็เลยมีงานเข้าอยู่ตลอด แต่คิดดูแล้วมีงานทำอยู่เรื่อยๆ ก็น่าจะดีกว่าไม่มีอะไรทำ
ตอนที่เริ่มอยากจะเป็นนักเขียนผมก็เหมือนกับหลายๆคนคือกว่าจะหาทางให้สำนักพิมพ์ซื้อไปตีิพิมพ์ได้สักเล่มเนี่ยก็ต้องพยายามมากทีเดียว ลุ้นว่าเขาจะเอาไหม พอมามองในตอนนี้ช่วงที่มีงานออกได้เยอะตลอดก็รู้สึกว่าเราก้าวมาได้ไกลแต่ที่สำคัญก็คือต้องห้ามเหลิงและก็ตั้งใจทำงานต่อไปเพราะเรายังก้าวต่อไปได้เรื่อยๆ
ผมไม่ใช่นักเขียนประเภทที่โชคดีเขียนอะไรก็ได้ไม่คิดอะไรแ้ล้วก็ได้ตีพิมพ์ง่ายๆซึ่งคนที่โชคดีแบบนั้นก็ถือว่าเป็นโชค อาจจะด้วยจังหวะหรือภาวะเหมาะสมทางการตลาดอะไรก็ตามซึ่งโคตรน่าอิจฉาเลยเพราะผมเองเป็นคนไม่ค่อยมีโชคแบบนั้นเท่าไหร่...อย่างผมนี่คนมองมาตอนนี้อาจจะรู้สึกว่าหมอนี่ท่าทางโชคดีมีตีพิมพ์ตั้ง 16-17 เล่มแล้วแต่จริงๆ แล้วผมมีต้นฉบับเฉพาะเรื่องยาวที่เคยเขียนจบไปตั้ง 34-35 นะเยอะกว่าที่ได้ออกสู่ตลาดตั้งเท่าตัว ยังไม่รวมเรื่องสั้นและแนวบทความอีกเพียบ และที่สำคัญคือถ้านับตั้งแต่เริ่มต้นสมัยปี 2000 ที่ลองเขียนส่งนิตยสารและยื่นต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ดูผมว่าคงโดนปฏิเสธหรือไม่ได้พิมพ์ถึงสัก 100 หนแล้วมั้งนี่ไม่ใช่ตัวเลขที่เขียนสวยๆที่เขียนให้ดูตอนนี้เฉยๆ แต่ถ้าคุณคิดดูว่าก่อนที่จะมีหนังสือเล่มแรกวางตลาดจริงๆ ผมมีต้นฉบับเรื่องยาวตั้ง 7 เรื่องเขียนจบไปแล้วเรื่องสั้นอีกสัก 50 ชิ้้้น มันก็ไม่แปลกที่ทั้งหมดนั้นจะล้มเหลวมากกว่าได้พิมพ์โดยเฉพาะในช่วงปี 2000-2003 สำนักพิมพ์ก็ยังไม่เยอะและนักเขียนก็ไม่เพียบเท่ายุคนี้ ซึงจะว่าไปมันก็เหมือนบาดแผลหรือศึกที่เราได้ลองผ่านดูเพิ่มความเก๋า ความรู้ให้ตัวเอง
บางครั้งผมก็เห็นมีนักเขียนรุ่นใหม่บางคนเขาเล่าเรื่องความล้มเหลว ความลำบากของตัวเอง ก่อนจะได้เป็นนักเขียนซึ่งบอกได้เลยว่าเท่าที่ฟังมาส่วนใหญ่พอเอามาเทียบกันแล้วผมว่าตัวเองผ่านมาเยอะกว่า พลาดมาเยอะกว่าเป็นสิบเท่าเลยมั้ง ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยเล่าเรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับความลำบากพวกนี้เท่าไหร่ นอกจากเคยตอบกระทู้แนะนำในบอร์ดเกี่ยวกับการเขียนไปบ้าง เช่นเวลาเขาถามคำถามให้เล่าเรื่องการฝ่าฟันความลำบากบนเวทีต่างๆ ผมก็มักจะตอบไปง่ายๆ แค่ทำนองว่า "ก็ลำบากพอสมควรครับ ก็พยายามเอา" ไม่มีอะไรยืดยาวกว่านั้นเพื่อให้กลมกลืนกับคนอื่นๆ และคิดว่าคงจะน่าำรำคาญสำหรับคนดูถ้าเขาไม่ได้อยากฟังจริงๆ เช่นเขาอาจจะมานั่งฟังเพื่อพักขากับเก้าอี้ตอนเมื่อยๆหรือว่าบางคนก็กำลังอยากกลับไปดูเอ็มวีใหม่ของดงบังชินกิไม่ได้อยากมาฟังชีวิตรันทดของนักเขียนที่ไหน
ที่ไม่ค่อยเล่าไม่ใช่เพราะอายหรอกแต่เพราะว่าเมื่อคุณผ่านศึกเป็น 100 คุณก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องลำบากขนาดต้องมาโอดครวญก็แค่เรื่องธรรมดาอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ในตอนที่เคยโดนปฏิเสธงานแรกจำได้ว่าเศร้ามากเลยต้องเปิดเพลง build อารมณ์เศร้าด้วยแต่พอผ่านมาเป็นร้อย ปัจจุบันไม่ว่าจะแพ้หรือชนะสำหรับผมก็มีค่าเท่ากัน ส่วนใหญ่ผมก็แค่รับฟังผลแล้วก็ก้าวต่อไป แทบไม่รู้สึกอะไร และความล้มเหลวนั้นสร้างความแข็งแกร่งได้มากกว่าชัยชนะ
ถ้าเปรียบเป็นตัวละครในนิยายแฟนตาซีแบบที่ตัวเองเขียนก็คงต้องบอกได้ว่า เวทมนตร์หลายอย่าง เทคนิคการเอาชนะหรือกระทั่งการซ่อนเร้นปิดบังความสามารถบางอย่างเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์จนถึงเวลาที่เหมาะสมนั้น จะเกิดขึ้นได้ดีกว่าเมื่อตัวละครเคยแพ้บ้าง เวลาคุณชนะคุณจะไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรแต่เวลาแพ้คุณจะมองเห็นข้อควรจำและบทเรียนหลายอย่าง
ทักษะสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าตัวเองเรียนรู้มาจากประสบการณ์นับร้อยพวกนั้นก็คือการแยกวิเคราะห์งานตัวเองเหมือนมองด้วยสายตาของคนอื่น ผมไม่ค่อยเหมือนนักเขียนส่วนใหญ่ที่เวลาเขียนงานขึ้นมาสักชิ้น โดยเฉพาะงานที่เสร็จใหม่ๆหลายคนมักจะรู้สึกว่างานนั้นสมบูรณ์แบบเต็ม 100 จนกระทั่งโดนคนวิจารณ์หรือติมาก็อาจจะเสียความมั่นใจหรือคิดโต้เถียงและอาจจะค่อยเห็นข้อเสียของมันในตอนนั้นหรือนักเขียนบางคนก็ไม่ยอมรับรู้เลยก็มีเหมือนกันและซ่อนตัวอยู่ภายใต้กำแพงอคติส่วนตัวประเภท "คนอื่นไม่หวังดีกับเรา งานเราเจ๋งที่สุดแล้ว" ผมทำงานเสร็จเมื่อไหร่เช่นที่เสร็จไปเมื่อคืน หรือว่ากระทั่งก่อนหน้านี้ก็ตามผมจะแยกมันได้ทันที 80% ที่ดีคืออะไร 20% ที่เป็นจุดด้อยคืออะไรที่คนน่าจะไม่ชอบหรือติ
บางคนอาจจะอ่านแล้วถามว่าถ้าอย่างนั้นทำไมถ้ารู้ว่ามี 20 ไม่ดีทำไมไม่ทำให้เป็น 100 ก็เพราะจริงๆแล้วภาวะที่ได้ 100 นั้นไม่มีอยู่จริง บางครั้งผมมองว่างานเขียนก็เหมือนปืนหรือกระสุน มันไม่จำเป็นต้องสวยสมบูรณ์แบบแต่ที่มีอยู่มันยิงเข้าเป้า ซัดเข้ากบาล(คือเป้าหมายที่คุณตั้งเอาไว้) จนทำให้ศัตรูหงายเก๋งตายไปได้หรือเปล่าคือสิ่งสำคัญ บางครั้งผมก็เก็บกระสุนสวยๆ เอาไว้ไม่เอามาใช้แต่เลือกที่สวยน้อยกว่าเพราะรู้ว่าถ้าเอาที่สวยออกมาแต่ยิงไม่โดนก็เปล่าประโยชน์
จริงๆ มองในมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นข้อเสียหรือเปล่าก็ไม่รู้ สมมุติพอเราถ่อมตัวว่าเรื่องเรามีข้อเสียอยู่ หรือพูดว่าก็ลองดูนะอาจจะสนุกหรือไม่สนุกก็ได้แล้วแต่คนชอบ หรือแกล้งทำตัวโง่ๆ ทำตัวธรรมดาไม่ค่อยฉลาดเพื่อไม่เป็นการโอ้อวด บางครั้งก็อาจจะทำให้คนไม่นับถือได้เหมือนกันเพราะสังคมยุคนี้เป็นโลกของพวกขี้คุยซะเยอะ บางคนเขียนงานยังไม่เสร็จสักชิ้นหรือเขียนออกมาแทบจะไม่เป็นหนังสือแต่คอยโฆษณาให้คนเชื่อว่ามันดี มันเิลิศ ก็ทำให้คนเชื่อหรือเทิดทูนได้เหมือนกันว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ
อย่างเช่นถ้าคุณสังเกตดูสังคมออนไลน์สมัยนี้คุณจะพบเห็นมนุษย์ประเภทหนึ่งที่ผมเรียกว่ามนุษย์ google คนประเภทนี้คือพวกประเภทที่แค่อัพบลอกหรือตอบความเห็นอะไรก็ต้องไป search หาทั้งข้อมูลหรือกระทั่งเรียบเรียงคำพูดคำจาที่เขียนลงไปให้ดูฉลาดเขียนให้มันดูเหมือนบทความชั้นสูงอะไรสักอย่างเพื่อคนจะได้เห็นแล้วสรรเสริญกว่าคนนี้ช่างฉลาดเป็นปราชญ์จังเลย คำหยาบเล็กๆ พอน่ารักหรือแสดงอารมณ์แบบมนุษย์คุณจะไม่ได้พบในการเขียนของคนพวกนี้เพราะมันเป็นอะไรที่ดูไม่ฉลาดและไม่สุขุม
ซึ่งผมว่ามันปัญญาอ่อนมากๆ เลย เพราะแบบผมเองเวลาเขียนออกความเห็นหรืออย่างเช่น blog นี่ถ้าไม่ใช่ข้อมูลที่จำเป็นต้องค้นหรืออยากรู้จริงๆ ผมก็จะเขียนไปตามธรรมชาติดีกว่า หัวสมองมีแค่ไหนแบบไหนก็แบบนั้นแหละ ถ้าไม่รู้ก็ไม่รู้ คำพูดบางอย่างก็ใช้คำแบบบ้านๆ เหมือนมนุษย์ปกติก็ได้ ไม่ต้องเป็นกวีหรือฉลาดเหนือโลกมาก บางทีเจอคนแบบนี้ในเน็ตตามเว็บบอร์ดต่างๆ ก็เคยนึกสงสัยอยากถามเหมือนกันนะว่าเหนื่อยไหมที่ต้องพยายามทำตัวฉลาด ธรรมดาเจอ blog คนประเภทนี้จะไม่อ่านเลยเพราะมันไม่มีตัวตน ไม่มีความเป็นธรรมชาติ อ่านแล้วไม่ได้อารมณ์ น่าเบื่อ
เขียนไปเขียนมางวดนี้เยอะอีกแล้ว เวลาปิดต้นฉบับเสร็จแล้วช่วงว่างมักจะเขียนเยอะทุกทีเลย 555 เอาเหอะ อ้อสำหรับเรื่องเกี่ยวกับการผ่านความลำบากที่เล่าไว้เล็กน้อยในนี้ ผมก็คงเล่าแค่ในนี้ละ สมมุติถ้าต้องไปขึ้นเวทีหรือให้สัมภาษณ์แล้วเขาถามว่า "ช่วยเล่าเรื่องความลำบากจากการฝ่าฝันมาเป็นนักเขียนด้วยครับ" ผมก็คงจะตอบว่า "ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็มีขายไม่ออกบ้างก็พยายามต่อไป" เช่นเดิม
อ้อฝากทวิตเตอร์ด้วยครับเพิ่งเล่น บางทีก็อัพไม่ค่อยไ้ด้ไม่รู้ทำไม ฮือ
http://twitter.com/pongwutspock
จริงๆ แล้วตอนทำงานก็คงต้องทำเต็มที่ให้มากที่สุดในภาวะๆ นั้นๆ แหละ เคจ แต่แค่พี่ว่าทำยังไงมันก็ไม่ได้เต็ม 100 หรอก ก็คือสรุปคิดว่าต้องคิดสร้างงานให้เหมาะกับสถานการณ์ และก็ต้องยอมรับในความไม่สมบูรณ์เอาไว้บ้าง
ยินดีครับมิสเตอร์เอ ขอให้ทำตามความฝันสำเร็จ
ไม่เคยเสิร์ชกูเกิลเขียนบล็อก เว้นแต่เวลาจะเขียนอะไรเกี่ยวกับข้อมูลวิชาการเล็กๆน้อยที่ต้องหาอะไรอ้างอิง
เวลาเขียนบล็อก ก็ออกแนวเพ้อเจ้อ รำพึงกับชีวิตตัวเอง - -
สรุปก็ ไม่มีสาระ 555+
#1 By Fernall on 2009-10-11 18:33