เมื่อคืนที่ผ่านมาเวลา 00.50 เพิ่งจะกดส่งไฟล์ต้นฉบับของ Shadow 0f angel  3 ให้กับบอกอ เรียบร้อยเคลียร์ไปอีกงานหนึง ถ้าเล่มนี้ไม่ผิดพลาดอะไรอย่างน้อยก็น่าจะออกทันสิ้นปีนี้ธันวาคมละนะ พอมาคิดดูแล้วสรุปว่าปีนี้ มีหนังสือออกตั้ง 7 เล่มแนะ ! อืมรู้สึกว่าปีนี้ Busy ทำงานกับหลายสำนักพิมพ์มากขึ้นมั้งก็เลยมีงานเข้าอยู่ตลอด แต่คิดดูแล้วมีงานทำอยู่เรื่อยๆ ก็น่าจะดีกว่าไม่มีอะไรทำ

     ตอนที่เริ่มอยากจะเป็นนักเขียนผมก็เหมือนกับหลายๆคนคือกว่าจะหาทางให้สำนักพิมพ์ซื้อไปตีิพิมพ์ได้สักเล่มเนี่ยก็ต้องพยายามมากทีเดียว ลุ้นว่าเขาจะเอาไหม พอมามองในตอนนี้ช่วงที่มีงานออกได้เยอะตลอดก็รู้สึกว่าเราก้าวมาได้ไกลแต่ที่สำคัญก็คือต้องห้ามเหลิงและก็ตั้งใจทำงานต่อไปเพราะเรายังก้าวต่อไปได้เรื่อยๆ

       ผมไม่ใช่นักเขียนประเภทที่โชคดีเขียนอะไรก็ได้ไม่คิดอะไรแ้ล้วก็ได้ตีพิมพ์ง่ายๆซึ่งคนที่โชคดีแบบนั้นก็ถือว่าเป็นโชค อาจจะด้วยจังหวะหรือภาวะเหมาะสมทางการตลาดอะไรก็ตามซึ่งโคตรน่าอิจฉาเลยเพราะผมเองเป็นคนไม่ค่อยมีโชคแบบนั้นเท่าไหร่...อย่างผมนี่คนมองมาตอนนี้อาจจะรู้สึกว่าหมอนี่ท่าทางโชคดีมีตีพิมพ์ตั้ง 16-17 เล่มแล้วแต่จริงๆ แล้วผมมีต้นฉบับเฉพาะเรื่องยาวที่เคยเขียนจบไปตั้ง 34-35 นะเยอะกว่าที่ได้ออกสู่ตลาดตั้งเท่าตัว ยังไม่รวมเรื่องสั้นและแนวบทความอีกเพียบ และที่สำคัญคือถ้านับตั้งแต่เริ่มต้นสมัยปี 2000 ที่ลองเขียนส่งนิตยสารและยื่นต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ดูผมว่าคงโดนปฏิเสธหรือไม่ได้พิมพ์ถึงสัก 100 หนแล้วมั้งนี่ไม่ใช่ตัวเลขที่เขียนสวยๆที่เขียนให้ดูตอนนี้เฉยๆ แต่ถ้าคุณคิดดูว่าก่อนที่จะมีหนังสือเล่มแรกวางตลาดจริงๆ ผมมีต้นฉบับเรื่องยาวตั้ง 7 เรื่องเขียนจบไปแล้วเรื่องสั้นอีกสัก 50 ชิ้้้น มันก็ไม่แปลกที่ทั้งหมดนั้นจะล้มเหลวมากกว่าได้พิมพ์โดยเฉพาะในช่วงปี 2000-2003 สำนักพิมพ์ก็ยังไม่เยอะและนักเขียนก็ไม่เพียบเท่ายุคนี้ ซึงจะว่าไปมันก็เหมือนบาดแผลหรือศึกที่เราได้ลองผ่านดูเพิ่มความเก๋า ความรู้ให้ตัวเอง 

      บางครั้งผมก็เห็นมีนักเขียนรุ่นใหม่บางคนเขาเล่าเรื่องความล้มเหลว ความลำบากของตัวเอง ก่อนจะได้เป็นนักเขียนซึ่งบอกได้เลยว่าเท่าที่ฟังมาส่วนใหญ่พอเอามาเทียบกันแล้วผมว่าตัวเองผ่านมาเยอะกว่า พลาดมาเยอะกว่าเป็นสิบเท่าเลยมั้ง ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยเล่าเรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับความลำบากพวกนี้เท่าไหร่ นอกจากเคยตอบกระทู้แนะนำในบอร์ดเกี่ยวกับการเขียนไปบ้าง เช่นเวลาเขาถามคำถามให้เล่าเรื่องการฝ่าฟันความลำบากบนเวทีต่างๆ ผมก็มักจะตอบไปง่ายๆ แค่ทำนองว่า "ก็ลำบากพอสมควรครับ ก็พยายามเอา" ไม่มีอะไรยืดยาวกว่านั้นเพื่อให้กลมกลืนกับคนอื่นๆ และคิดว่าคงจะน่าำรำคาญสำหรับคนดูถ้าเขาไม่ได้อยากฟังจริงๆ เช่นเขาอาจจะมานั่งฟังเพื่อพักขากับเก้าอี้ตอนเมื่อยๆหรือว่าบางคนก็กำลังอยากกลับไปดูเอ็มวีใหม่ของดงบังชินกิไม่ได้อยากมาฟังชีวิตรันทดของนักเขียนที่ไหน

      ที่ไม่ค่อยเล่าไม่ใช่เพราะอายหรอกแต่เพราะว่าเมื่อคุณผ่านศึกเป็น 100 คุณก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องลำบากขนาดต้องมาโอดครวญก็แค่เรื่องธรรมดาอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ในตอนที่เคยโดนปฏิเสธงานแรกจำได้ว่าเศร้ามากเลยต้องเปิดเพลง build อารมณ์เศร้าด้วยแต่พอผ่านมาเป็นร้อย ปัจจุบันไม่ว่าจะแพ้หรือชนะสำหรับผมก็มีค่าเท่ากัน ส่วนใหญ่ผมก็แค่รับฟังผลแล้วก็ก้าวต่อไป แทบไม่รู้สึกอะไร และความล้มเหลวนั้นสร้างความแข็งแกร่งได้มากกว่าชัยชนะ    

 

        

      ถ้าเปรียบเป็นตัวละครในนิยายแฟนตาซีแบบที่ตัวเองเขียนก็คงต้องบอกได้ว่า เวทมนตร์หลายอย่าง เทคนิคการเอาชนะหรือกระทั่งการซ่อนเร้นปิดบังความสามารถบางอย่างเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์จนถึงเวลาที่เหมาะสมนั้น จะเกิดขึ้นได้ดีกว่าเมื่อตัวละครเคยแพ้บ้าง เวลาคุณชนะคุณจะไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรแต่เวลาแพ้คุณจะมองเห็นข้อควรจำและบทเรียนหลายอย่าง 

      ทักษะสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าตัวเองเรียนรู้มาจากประสบการณ์นับร้อยพวกนั้นก็คือการแยกวิเคราะห์งานตัวเองเหมือนมองด้วยสายตาของคนอื่น ผมไม่ค่อยเหมือนนักเขียนส่วนใหญ่ที่เวลาเขียนงานขึ้นมาสักชิ้น โดยเฉพาะงานที่เสร็จใหม่ๆหลายคนมักจะรู้สึกว่างานนั้นสมบูรณ์แบบเต็ม 100 จนกระทั่งโดนคนวิจารณ์หรือติมาก็อาจจะเสียความมั่นใจหรือคิดโต้เถียงและอาจจะค่อยเห็นข้อเสียของมันในตอนนั้นหรือนักเขียนบางคนก็ไม่ยอมรับรู้เลยก็มีเหมือนกันและซ่อนตัวอยู่ภายใต้กำแพงอคติส่วนตัวประเภท "คนอื่นไม่หวังดีกับเรา งานเราเจ๋งที่สุดแล้ว"  ผมทำงานเสร็จเมื่อไหร่เช่นที่เสร็จไปเมื่อคืน หรือว่ากระทั่งก่อนหน้านี้ก็ตามผมจะแยกมันได้ทันที 80% ที่ดีคืออะไร 20% ที่เป็นจุดด้อยคืออะไรที่คนน่าจะไม่ชอบหรือติ 

       บางคนอาจจะอ่านแล้วถามว่าถ้าอย่างนั้นทำไมถ้ารู้ว่ามี 20 ไม่ดีทำไมไม่ทำให้เป็น 100 ก็เพราะจริงๆแล้วภาวะที่ได้ 100 นั้นไม่มีอยู่จริง บางครั้งผมมองว่างานเขียนก็เหมือนปืนหรือกระสุน มันไม่จำเป็นต้องสวยสมบูรณ์แบบแต่ที่มีอยู่มันยิงเข้าเป้า ซัดเข้ากบาล(คือเป้าหมายที่คุณตั้งเอาไว้) จนทำให้ศัตรูหงายเก๋งตายไปได้หรือเปล่าคือสิ่งสำคัญ บางครั้งผมก็เก็บกระสุนสวยๆ เอาไว้ไม่เอามาใช้แต่เลือกที่สวยน้อยกว่าเพราะรู้ว่าถ้าเอาที่สวยออกมาแต่ยิงไม่โดนก็เปล่าประโยชน์

       จริงๆ มองในมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นข้อเสียหรือเปล่าก็ไม่รู้ สมมุติพอเราถ่อมตัวว่าเรื่องเรามีข้อเสียอยู่ หรือพูดว่าก็ลองดูนะอาจจะสนุกหรือไม่สนุกก็ได้แล้วแต่คนชอบ หรือแกล้งทำตัวโง่ๆ ทำตัวธรรมดาไม่ค่อยฉลาดเพื่อไม่เป็นการโอ้อวด บางครั้งก็อาจจะทำให้คนไม่นับถือได้เหมือนกันเพราะสังคมยุคนี้เป็นโลกของพวกขี้คุยซะเยอะ บางคนเขียนงานยังไม่เสร็จสักชิ้นหรือเขียนออกมาแทบจะไม่เป็นหนังสือแต่คอยโฆษณาให้คนเชื่อว่ามันดี มันเิลิศ ก็ทำให้คนเชื่อหรือเทิดทูนได้เหมือนกันว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ

         อย่างเช่นถ้าคุณสังเกตดูสังคมออนไลน์สมัยนี้คุณจะพบเห็นมนุษย์ประเภทหนึ่งที่ผมเรียกว่ามนุษย์ google  คนประเภทนี้คือพวกประเภทที่แค่อัพบลอกหรือตอบความเห็นอะไรก็ต้องไป search หาทั้งข้อมูลหรือกระทั่งเรียบเรียงคำพูดคำจาที่เขียนลงไปให้ดูฉลาดเขียนให้มันดูเหมือนบทความชั้นสูงอะไรสักอย่างเพื่อคนจะได้เห็นแล้วสรรเสริญกว่าคนนี้ช่างฉลาดเป็นปราชญ์จังเลย คำหยาบเล็กๆ พอน่ารักหรือแสดงอารมณ์แบบมนุษย์คุณจะไม่ได้พบในการเขียนของคนพวกนี้เพราะมันเป็นอะไรที่ดูไม่ฉลาดและไม่สุขุม 

         ซึ่งผมว่ามันปัญญาอ่อนมากๆ เลย เพราะแบบผมเองเวลาเขียนออกความเห็นหรืออย่างเช่น blog นี่ถ้าไม่ใช่ข้อมูลที่จำเป็นต้องค้นหรืออยากรู้จริงๆ ผมก็จะเขียนไปตามธรรมชาติดีกว่า หัวสมองมีแค่ไหนแบบไหนก็แบบนั้นแหละ ถ้าไม่รู้ก็ไม่รู้  คำพูดบางอย่างก็ใช้คำแบบบ้านๆ เหมือนมนุษย์ปกติก็ได้ ไม่ต้องเป็นกวีหรือฉลาดเหนือโลกมาก บางทีเจอคนแบบนี้ในเน็ตตามเว็บบอร์ดต่างๆ ก็เคยนึกสงสัยอยากถามเหมือนกันนะว่าเหนื่อยไหมที่ต้องพยายามทำตัวฉลาด ธรรมดาเจอ blog คนประเภทนี้จะไม่อ่านเลยเพราะมันไม่มีตัวตน ไม่มีความเป็นธรรมชาติ อ่านแล้วไม่ได้อารมณ์ น่าเบื่อ 

        เขียนไปเขียนมางวดนี้เยอะอีกแล้ว เวลาปิดต้นฉบับเสร็จแล้วช่วงว่างมักจะเขียนเยอะทุกทีเลย 555 เอาเหอะ อ้อสำหรับเรื่องเกี่ยวกับการผ่านความลำบากที่เล่าไว้เล็กน้อยในนี้ ผมก็คงเล่าแค่ในนี้ละ สมมุติถ้าต้องไปขึ้นเวทีหรือให้สัมภาษณ์แล้วเขาถามว่า "ช่วยเล่าเรื่องความลำบากจากการฝ่าฝันมาเป็นนักเขียนด้วยครับ" ผมก็คงจะตอบว่า "ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็มีขายไม่ออกบ้างก็พยายามต่อไป" เช่นเดิม

        อ้อฝากทวิตเตอร์ด้วยครับเพิ่งเล่น บางทีก็อัพไม่ค่อยไ้ด้ไม่รู้ทำไม ฮือ 

         http://twitter.com/pongwutspock

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เม้นท์เฉพาะช่วงท้ายๆ
ไม่เคยเสิร์ชกูเกิลเขียนบล็อก เว้นแต่เวลาจะเขียนอะไรเกี่ยวกับข้อมูลวิชาการเล็กๆน้อยที่ต้องหาอะไรอ้างอิง

เวลาเขียนบล็อก ก็ออกแนวเพ้อเจ้อ รำพึงกับชีวิตตัวเอง - -
สรุปก็ ไม่มีสาระ 555+

#1 By Fernall on 2009-10-11 18:33


เพิ่งรู้ว่าพี่สป๊อกผ่านศึกมาเยอะขนาดนี้

เห็นด้วยค่ะว่า การจะทำให้ดีถึง 100% ต้องการอาัศัยความพยายามมากเกินไป จนเหมือนจะไม่คุ้ม เอาแค่ 80% แต่คุ้มค่าดีกว่าค่ะ

#2 By Caje (202.28.180.202) on 2009-10-11 19:14

big smile จริงๆ แล้วตอนทำงานก็คงต้องทำเต็มที่ให้มากที่สุดในภาวะๆ นั้นๆ แหละ เคจ แต่แค่พี่ว่าทำยังไงมันก็ไม่ได้เต็ม 100 หรอก ก็คือสรุปคิดว่าต้องคิดสร้างงานให้เหมาะกับสถานการณ์ และก็ต้องยอมรับในความไม่สมบูรณ์เอาไว้บ้าง
ท่าทางผ่านมาเยอะนะครับ แต่อย่างที่ว่า คนเราเจอมาไม่เหมือนกัน ที่เราไม่มีอะไรเล่าเหมือนคนอื่นๆอาจเพราะเราไม่คิอว่ามันเป็นเรื่องที่ต้อบงเก็บมาเล่ามั้งครับ มันแค่ อุปสรรคที่ผ่านมาแล้วเราก็ทำจนผ่านพ้นไป.. สุดท้ายความสำเร็จก็อยู่ที่ตัวเรานี่แหละครับbig smile

#4 By Noar Wolkins on 2009-10-11 21:36

เขียนบล๊อก ถ้าไม่ใช่เรื่องยา ไม่เคยเสิร์ชเลยนะเนี่ย

นั่นซิเนอะ ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบหรอก
เคยส่งเรื่องสั้นประกวดกับเขาไปที แล้วไม่ได้ ก็เลยแอบท้อเล็กๆ จนไม่คิดจะส่งประกวดอีก อาจจะด้วยเพราะรู้สึกว่า เราทำงานอย่างอื่นก็ได้มั้งคะ (ไม่ดีเลยที่คิดแบบนี้เนอะ)

พอมาเขียนแบบที่เป็ยบล๊อก ก็เลยเขียนแบบไม่สนใจใคร ว่าจะมาอ่านมาสนใจรึเปล่า แบบว่าฉันอยากเขียน นี่ก็ไม่ดีอีกเหมือนกัน ถ้าอยากเป็นนักเขียน

แต่อ่านแล้ว ชอบบล๊อกวันนี้จังเลยค่ะ confused smile

#5 By TtAaNnGg on 2009-10-11 23:15

ทหารผ่านศึก โย่ว!

ทำ 80 ได้ 100 นี่ก็สุดยอดแล้วคุณป็อก
เจออุปสรรคต้องไม่ย่อท้อสินะ(บอกตัวเองย้ำๆ)

#7 By [ Sai ];charot on 2009-10-12 11:54

บางครั้งพี่เห็นกระทู้ตัดพ้อต่อว่าด่าสนพ.ทำนอง ทำไมต้องพิจารณางาตั้งสามเดือน ทำไมส่งหลายๆที่ไม่ได้ ทำไมงานเขาไม่ผ่านทั้งที่พล็อตวิเศษเลิศเลอ

แค่เรื่องแรกเรื่องเดียวเท่านั้น จะเอาให้ดังทะลุฟ้าเลยหรือ

และที่เบื่อมากคือการถูกนำไปเปรยบกับนักเขียนนิยายดังต่างชาติทำนอง สักวันคุณจะต้องเหมือนหล่อนแน่ๆ

เสิร์ชหาข้อมูลจากกูเกิ้ลและอ่านอย่างละเอียดทั้งไทยและต่างประทเศยังน่าให้อภัย แต่พวกที่บอกว่าหาจากวิกินี่ไม่ไหวจริงๆ

ยังไงพี่ก็ยังชอบค้นคว้าจากตำราเป็นเล่มมากกว่า

#8 By moonyforever on 2009-10-12 13:36

big smile จริงๆ คือจะใช้กูเกิ้ลหรือวิกิ หาข้อมูลผมก็ว่าไม่เป็นไรหรอก คือโดยวิธีการมันก็ไม่มีป้ัญหานัก อะไรที่เป็นการค้นคว้าเอามาใ้ช้งานก็โอเคทั้งนั้น

แต่ที่เขียนเล่าในเรื่องนี้คือพูดถึงกรณีพวกชอบสร้างภาพลักษณ์ฉลาดตามบอร์ดต่างๆ บางคนแหมอ่านแล้วรู้เลยไปลอกมาจากตรงนั้นตรงนี้ไปขโมยความคิดของคนอื่นเขามาก็มีแต่ไม่มีการอ้างอิงบอก แต่ทำท่า fake ประหนึ่งว่ามันผุดมาจากห้วตัวเองโดยไม่ทำอะไร แต่อ่านแล้วรู้เลยว่าพี่ท่านอุตสาห์พยายามไป เรียบเรียงมา จิ๊กความคิดคนอื่นมาบ้าง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูฉลาด เจอแบบนี้แล้วเบื่อ
คนประเภทนั้นมันมีอยู่มากซะด้วยสิ
ทำใจเหอะ

#10 By moonyforever on 2009-10-12 18:27

แอบเจ็บแฮะ

ของเฟรย์ก็ได้ออกเพราะสนพ.เล็กๆ ติดต่อมา

หลายที่ด้วย ตอนนั้น -_-

แต่มันห่วย-โคตร-โคตร! อันนี้ยอมรับ

พี่ป็อกอาจจะลำบากมามาก แต่ผลที่ได้รับก็ค่อนข้างคุ้มนะ เฟรย์ว่า

ยิ่งมีประสบการณ์เยอะ ได้รับคำติชมมาก ก็ยิ่งรู้ว่าข้อเสียของนิสียตัวเองมีตรงไหนบ้าง

งานของพี่ที่ได้ตีพิมพ์ วางตลาด ก็มีคุณภาพ

ไม่โดนตราหน้าว่านิยายห่วยๆ พล็อตมั่วๆ ภาษาแย่ๆ ตีพิมพ์มาได้ยังไง

(ฉึก! เจ็บอะ พูดไป เข้าตัวเองเต็มๆ )

#11 By Felicis on 2009-10-13 00:40

แก้ๆ

*ข้อเสียของนิยายย

#12 By Felicis on 2009-10-13 00:40

ผมมาก็อปบทความคุณไปอ่านเป็นกำลังใจของตัวเองคับ
ผมเป็นพนักงานพิสูจน์อักษรที่กำลังจะออกไปเขียนหนังสืออิสระคับ เลยต้องการกำลังใจในการเขียนมากมายเลย
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ

#13 By MR A (112.142.133.63) on 2009-10-24 23:21

surprised smile ยินดีครับมิสเตอร์เอ ขอให้ทำตามความฝันสำเร็จ