ช่วงทบทวนก่อนสิ้นปี (ตอน 1)

สาปลังกา

 

                เคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะถือโอกาสช่วงสิ้นปี ทบทวนงานที่ออกมาในปี 2014 นี้ เล่าเบื้องหลังความคิด การทำงานในบางแง่มุมแบบผ่อนคลายสบายๆ ไม่เป็นทางการหรือใช้ศัพท์แสงวิชาการอะไรหรอก เล่ามาถึงเล่มไหนแล้วใครเคยอ่านหรือคิดเห็นอย่างไรก็ออกความเห็นกันได้

                ขอเริ่มเล่มแรกด้วยนิยายรักแล้วกัน “สาปลังกา”  ก่อนอื่นคงต้องอธิบายก่อนว่าถึงแม้จะเคยเขียนนิยายแนวรักมาบ้างแล้ว แต่หนังสือเล่มนี้ถือเป็นการเข้าสู่ยุคนิยายรักแบบเป็นทางการ แบบเอาจริงเอาจังกับงานแนวนี้ ซึ่งก็ออกวางตลาดช่วงเดือนมกราคมเปิดปี 2014 พอดี

                ทำไมถึงบอกว่าเป็นเล่มแรกที่เอาจริงเอาจังกับสายนี้ ? ก็เพราะว่างานที่เคยออกก่อนหน้านี้บางชิ้นอย่างเช่น บุพเพราชัน อันนี้เป็นการเขียนร่วมกับพี่มด อุมาริการ์ ถือว่าไม่ใช่งานเดี่ยว ส่วน Cassette ท่วงทำนองในรอยรัก อันนั้นตั้งใจเขียนให้มันติสต์หน่อย ไม่ใช่ Format นิยายรักโดยส่วนใหญ่ พูดกันตามตรงคือเนื้อหาภายในมันเน้น Real มาก เท่ากับงานวรรณกรรมจัดๆ อย่าง เงาแรกและแสงสุดท้ายหรือวัฎจักรไร้สำนึกเลย ถ้าใครอ่านจะรู้ว่ามีตายจริง เจ็บจริง เศร้าจริง ไม่ชวนฝัน อิงนิยายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตอนเขียนคิดว่าเป็นงานประกวดวรรณกรรมอย่างเวทีนายอินทร์อะวอร์ดเลยใส่เต็มที่ไม่ประณีประนอมกับเนื้อเรื่อง  คำวิจารณ์หนังสือส่วนใหญ่ก็จะออกมาประมาณนี้ โดยเฉพาะสำหรับนักอ่านนิยายรักโดยทั่วไป http://readliketalk.blogspot.com/2013/10/cassette.html

                เข้าเรื่องพูดถึงสาปลังกาต่อ ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าพอเขียนนิยายรัก ยังไงก็ขอมีส่วนผสมของเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนหรือลึกลับหน่อยแล้วกันเพราะเป็นทางถนัด เพราะให้เขียนเรื่องแนวหวานชวนจิ้น พระนางไล่จีบกันอย่างเดียวก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่รอดเพราะโดยส่วนตัวไม่ถนัดทางนั้น อันนี้รู้ศักยภาพตัวเองดี ดังนั้นจึงขอเลือกแนวขายพลอต มีหักมุม ชิงไหวชิงพริบกันหน่อย เพราะคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้

                เรื่องย่อเอาเป็นว่าไป search หากันเองไม่ยากเนอะสำหรับคนที่สนใจ พูดแบบย่อๆ ก็คือนางเอกเป็นสาวแกร่ง สาวเก่ง ร่วมมือกับปู่ผู้เป็นพรานป่าและเชี่ยวชาญด้านอาคม ปลอมตัวเข้าไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของน้องสาวที่เพิ่งเข้าไปทำงานบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งขอ Spoil เลยว่าอ่านไปสักพักก็จะพบว่าตระกูลใหญ่เจ้าของธุรกิจในเรื่องเนี่ยมีพลังเหนือธรรมชาติหนุนหลังอยู่นั่นคือปีศาจที่ติดตามบรรพบุรุษมาจากประเทศศรีลังกา  ตอนช่วงเริ่มต้นเคยคิดเอาไว้เลยว่าอยากให้ออกมาเป็นเรื่องแบบ ทายาทอสูรแบบยุคปี 2014

                ทีนี้เรื่องมันจะเป็นการต่อสู้ระหว่างสองฝั่งระหว่างสาวเก่งอย่างนางเอกที่ใช้หัวสมอง ความฉลาด ผสานกับอาคมของทางปู่และลูกน้อง กับปีศาจและพวกเจ้าของธุรกิจครอบครัวพระเอกว่าใครจะล่วงรู้ความจริง กระชากหน้ากากอีกฝ่ายได้ก่อนกัน ในเรื่องก็จะมีการหลอกกันไปมา ความตั้งใจตอนเขียนคือถึงเป็นนิยายรักแต่อยากให้มันสู้กันเหมือนประมาณตัวละครใน DeathNote คือมีการชิงความได้เปรียบกันตลอดเวลา  เล่นเกมแมวจับหนูว่าใครจะไล่ใครทัน เปิดโปงฉีกหน้ากากกันได้ก่อน พอมาถึงตอนหลังจะมีฝ่ายตำรวจที่ส่งสัยเกี่ยวกับความตายลึกลับมาเพิ่มด้วยกลายเป็นสามกลุ่มไปเลย ซึ่งพระเอก- นางเอก – ตัวตำรวจที่ทำคดี ก็จะอารมณ์เหมือนอยู่คนละฝั่งกัน แม้เป็นตัวละครฝ่ายดีทั้งหมดและต่างมีเป้าหมายของตัวเอง

                ตัวละครที่ไม่ใช่พระนางที่โดยส่วนตัวชอบคือพี่ชายบุญธรรมพระเอก ซึ่งบุคลิกเงียบขรึมและเหมือนเก็บงำความลับอะไรไว้ รู้สึกว่าแย่งซีนพระเอกอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นคนที่รู้ความลับและต้องรับใช้ปีศาจ เลยเป็นตัวละครที่ค่อนข้างซับซ้อนดูเหมือนตัวฆาตกรโรคจิตนิ่งๆ คือพูดดีกับพวกนางเอกจบตามมาดนักธุรกิจพอตัดไปอีกฉากก็จะพบว่าเขาไปนั่งจ้องอยู่หน้าจอวงจรปิดที่ติดไว้รอบบ้านพักที่กลุ่มพนักงานอย่างนางเอกอยู่และแอบจับตามองทุกอย่างอยู่ ได้ Feedback จากนักอ่านอยู่บ้างเหมือนกันว่าชอบตัวละครนี้มาก

                พอเขียนจบออกวางตลาด สำนักพิมพ์สถาพร พิมพ์คำก็จัดเข้าหมวด Romantic Suspense ทันทีเป็นเล่มแรกของหัวนี้เลย ซึ่งจะหมดปีแล้วสุดท้ายก็มีหนังสือในหัวนี้ออกมาไม่เกิน 5-6 เล่มมั้งถ้าจำไม่ผิด เดาว่าอาจจะเป็นเพราะมีคนเขียนแนวนี้น้อยก็ได้ คนอ่านน้อยด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบก็น่าจะน้อยกว่าแนวรักหวานซึ้งทั่วไป (สรุปเขียนแนวนี้ทำไมนะเรา ฮ่าๆ)

                หันมามองกลับไปตอนนี้ในฐานะคนเขียนก็เป็นงานชิ้นหนึ่งที่ค่อนข้างพอใจระดับ 8/10 คิดว่าทางพลอตเรื่องผีและการต่อสู้หักมุมกันทำได้ตามที่วางแผนเอาไว้แล้ว แต่องค์ประกอบในเชิงรักหวานซึ้งถ้าเป็นไปได้อยากจะเติมขึ้นอีกหน่อย แต่ก็นะคงไม่มีงานไหนสมบูรณ์แบบ

                ถ้าใครเคยอ่านเล่มนี้แล้วก็ออกความเห็นกันได้นะครับ จอจบการเล่าทบทวนงานตอนแรกไว้เท่านี้ 

Comment

Comment:

Tweet