ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น
หนังสือรวมเรื่่องสั้นที่ได้รางวัลตะวันส่องอะวอร์ดครั้งที่ 2 ซึ่ง caje นักเขียนรุ่นน้องให้ผมมาเล่มหนึ่ง (
ขอบคุณเคจไว้ด้วย) เรื่องของเคจได้รางวัลที่ 2 อยู่ในเล่มนี้ด้วยเท่าที่คุ้นเคยมาคือตะวันส่องชอบพิมพ์เรื่องแนวมืดๆ สยองขวัญหรือผีแต่ไม่รู้ว่าประกวดเรื่องสั้นครั้งที่สองที่ผ่านไปนี้มีคอนเซปต์อะไรหรือเปล่าเพราะว่าทั้งหมดที่ลงอยู่ในนี้ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับผีหรือความสยองขวัญเอาซะเลย เรื่องสั้นทั้งหมดดูเหมือนจะออกแนวเพื่อชีวิตหรือสะท้อนสังคมอย่างที่เรื่องสั้นของไทยมักจะอยู่ในรูปแบบนี้บ่อยๆ
เอาเป็นว่าลองออกความเห็นไปทีละเรื่องหลังจากอ่านดูแล้ว หนังสือรวมเรื่องสั้นแต่ละเรื่องก็ละม้ายคล้ายกับแต่ละ track ในอัลบั้มเพลงประกอบด้วยเรื่องสั้นหกเรื่อง
1.เสียงร้องของชายใบ้โดย โสมชยา เป็นเรื่องที่ได้รางวัลชนะเลิศและนำมาเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้ด้วย เรื่องของหญิงชรากับหลานชายอายุสิบขวบที่เป็นใบ้ ซึ่งลูกสาวที่เคยส่งเงินมาก็หายไป โดนไล่ที่เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ยายหลานก็ต้องเข้ามาในกรุงเทพฯตามหาลูกสาวแล้วเจอประสบกับเคราะห์กรรมมากมายในทำนองว่าคนในสังคมเอาแต่ทำเรื่องเลวร้าย อ่านแล้วก็สะท้อนสังคมดีนะครับแต่ถ้าให้ิติแบบปากจัดหน่อยผมว่ามันออกแนวเป็นเรื่องสั้น "เพื่อชีวิต 101" คือตามตำรามากเลยนะ คนต่างจังหวัดต้องโดนเอาเปรียบ เข้ามาแล้วคนกรุงเทพฯก็หลอก แท๊กซี่ก็ัชั่วโกงเงินก้อนสุดท้ายของยายไปเลย คือชีวิตสองคนนี้ย่ำแย่มากซึ่งผมว่ามันเป็นสูตรไปหน่อยหรือเปล่า ว่ากันตรงๆนะผมว่าคนต่างจังหวัดของไทยไม่ได้ใสซื่อขนาดนั้นหรอก ก็ที่เอาเปรียบคนกรุงเทพหรือโกงเงินนักท่องเที่ยวแพงๆ ก็มีตั้งเยอะผมว่าเรื่องสั้นไทยน่าจะเขียนบทคนต่างจังหวัดให้หัวหมอได้บ้างแล้วนะ ไม่ใช่แอะอะอะไรก็กรุงเทพฯ เมืองกินคนตลอด ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่เปลือกและเชยมากเลย อย่างไรก็ตามหลังจากได้ลองอ่านทุกเรื่องในเล่นแล้วผมก็พบว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะครบถ้วนสมบูรณ์แบบในการนำเสนอและก็อ่านแล้วได้ข้อคิดดีเลยน่าจะเป็นสาเหตุทำให้ชนะไป
2. เส้นทาง โดย จิราธร ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเรื่องสั้นที่เขียนโดยเคจ รูปแบบการเขียนดูเด่นดี แบบว่าเปรียบเปรยเรื่องชีวิตคนและการเดินทางไปสู่ความฝันโดยแสดงออกมาในรูปของนักเดินทาง ผมอ่านแล้วความรู้สึกแรกคือชอบ เก๋ดี อ่านแล้วมันจะออกแนวได้ครุ่นคิดนิดหนึ่ง ดูมีการเปรียบเปรยเป็นปรัชญา เช่นคนทั่วไปแทบทุกคนตอนแรกก็มีความฝันเป็นดั่งนักเดินทางกันหมดแต่สุดท้ายแล้วก็จะล้มเลิกกันไปเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังก้าวเดินตามความฝัน แบบพวกตัวเอกในเรื่อง อ่านแล้วผมว่าดีนะทำให้รู้สึกว่าคนเขียนฉลาดดีแม้อาจจะมีเล็กน้อยที่ทำให้รู้สึกว่าอืม ท่าทางชีวิตนักเดินทางผู้หญิงที่เป็นตัวเอกคนหนึ่งเนี่ยดูเหมือนเรื่องเส้นทางการเดินทางและคนรอบตัวที่เอามาเปรียบเปรยของเธอดูเหมือนจะเป็นชีวิตของเด็กวัยรุ่นเตรียมเอนท์ คิดว่าเรื่องนี้ดี เก๋ แต่อาจจะไม่ชนะเพราะมันเฉพาะทางไปหน่อยหรือเปล่า
(ภาพปกที่ผมได้ทำการสแกนมาจากหนังสือทีเคจมอบให้)
3.มองมุมมอง โดย คฑาวุฒิ เรื่องนี้อ่านตอนแรกดูแปลกๆ แนวๆคือมีตัวละครตัวหนึ่งจัดรายการโทรทัศน์(หรือเปล่าหว่า) เอาเป็นว่างานอะไรสักอย่างใหญ่ๆ แล้วก็มีคนดูเพียบ เชิญตัวละคร 12 ตัวมาแล้วก็มองแก้วน้ำที่มีอยู่ครึ่งแก้วแล้วให้แต่ละคนบอกว่าตัวเองเห็นอะไร จากนั้นแต่ละอาชีพเนี่ยก็พูดว่าในมุมมองของตัวเองเห็นอะไร บลาๆ ซึ่งเหมือนเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนแต่ละอาชีพ ก็มองสิ่งเดียวกันแตกต่างกันไปผ่านองค์ความรู้ของตัวเอง ซึ่งผมว่าตอนที่เด็กนักเรียนตอบคนสุดท้ายนั้นขำดี ตอนแรกเรื่องนี้ผมว่าดูเข้าท่าดีน่าเสียดายที่ตอนท้ายที่น่าจะมีอะไรจบแบบแรงๆ สะใจสักหน่อยกลับไม่มีอะไรผิดความคาดหมายเลยรู้สึกว่ามันวูบ ดับหายไปเงียบๆ อย่างไรก็ตามเป็นหนึ่งในเรื่องที่ค่อนข้างชอบของเล่มนี้
4.กลับบ้าน โดย อนุสรณ์ อันนี้อ่านแล้วรู้สึกคล้่ายๆ เรื่องแรกแต่เป็นตัวเอกกำลังจะขึ้นรถทัวร์กลับต่างจังหวัด อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นประเด็นอะไรเท่าไหร่ แล้วตอนจบก็จบลงแบบดื้อๆ ห้วนๆ ผมว่ามันดูขาดประเด็นหลักไปนะเรื่องนี้ว่าพูดถึงอะไรมีแค่เราติดตามตัวเอกไปเรื่อยๆ ว่าเขาไปพบอะไรมาบ้าง เทียบแล้วเรื่องแรกคมกว่า
5. ความสุขเล็กๆ ที่หายไปกับกาลเวลา-ณัฐชา เป็นเรื่องของเด็กสาวที่เพิ่งจะเสียคุณตาที่เธอสนิทไป เรื่องนี้จะออกไปในเชิงแฟนตาซีนิดหนึ่ง มีตอนตัวเอกได้ย้อนเวลาไปเจอกับคุณตาสมัยยังหนุ่ม เรื่องนี้เรื่องหลักเกี่ยวกับการโหยหาอดีตที่ผ่านไปแล้วโดยใ้ช้ฉากงานวัดเป็นฉากสำคัญ เรื่องนี้ผมว่าโอเค นำเสนอถูกจุดในประเด็นที่ตัวเองจะพูด อาจจะขาดความคมไปนิดตรงที่เจ้าเรื่องความสุขในอดีตที่ตัวเอกโหยหานั้นมองในมุมหนึ่งมันก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่สิ่งเก่าต้องจากไปเมื่อเวลาผ่านไปอยู่แล้วเท่านั้นเอง ไม่ได้โดนทำลายเพราะสิ่งใดนอกจากกาลเวลา
6.ปรัชญาคนตาบอด - ธีรวุฒิ เรื่องของผู้ชายคนหนึ่งไปคุยกับคนตาบอดชื่อโพ แล้วจากนั้นคนชื่อโพนี่ก็แสดงให้เห็นว่าถึงเขาตาบอดแต่ก็ใช้ชีวิตได้ดีกว่าคนธรรมดาซะอีก มีความสุข มีเพื่อนมากมาย มีเงินเก็บระดับจะสร้างมูลนิธิได้อะไรแบบนั้น แต่อ่านแล้วเฉยๆ ไม่คมเหมือนตั้งใจให้คนตาบอดโชว์เทพเกินไปว่าตูตาบอดนะแต่เก่งกว่าคนตาดี ขนาดฝรั่งยังนับถือรู้สึกว่าไม่ค่อยคมเท่าไหร่
จบแล้วทั้ง 6 แพร่ง 555 ถ้าให้เรียงตามความชอบส่วนตัว + มองด้านคุณภาพแล้วผมชอบเรียงจากมากไปหาน้อยตามนี้ 2-1-3-5-4-6
!! ลืมเติมอีกอย่าง ราคาเต็มเล่มนี้แค่ 65 บาทเอง แม้มีจุดติอะไรบ้างแต่ผมก็ว่าคุ้มแหละ ส่งเสริมนักเขียนด้วยไม่แน่ทั้งหกคนอาจจะเป็นนักเขียนดังอนาคตไกลก็ได้ ผมว่าดีกว่าเอาเงินไปซื้อหนังสือปัญญาอ่อนแบบพวก เห็นกรรม เห็นอดีตชาติ อะไรทั้งหลายพวกนั้นที่เกลื่อนแผงอีกนะ