Book

หนังสือ 1001 book you must read before you die

posted on 13 Nov 2009 12:16 by pongwut-spock  in Book

 

  เป็นหนังสือที่ซื้อมาอ่านตั้งแต่ช่วงต้นปี 2009 หนามากๆ จำได้ว่าซื้อที่ asia book ราคา 1,450 บาท เป็นหนังสือที่รวบรวมรายชืื่อหนังสือตั้งแต่สมัยยุค 1800 ถึงปี 2006 ยังอ่านไม่จบ พักนี้หยิบมาอ่านอย่างตั้งใจมากขึ้นเพราะตั้งใจเอาไว้แล้วว่าตั้งแต่ปีหน้าจะ In กับภาษาอังกฤษมากขึ้น อาจจะอ่านหนังสือไทยน้อยลงและไปอ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเยอะขึ้นแทน ตั้งใจว่าถึงเวลาที่ตัวเองควรจะเก่งภาษาอังกฤษแบบมากๆ ขึ้นเสียที อย่างน้อยก็เอาภาษานี้ก่อน เพราะเป็นภาษาหลักที่สุดในโลกและถ้าเชี่ยวแล้วคงทำให้อ่านหนังสือ รวมทั้งนิตยสารเฉพาะแนวที่ไม่ค่อยมีเวอร์ชั่นไทยได้สะดวกขึ้น

      พักหลังค่อนข้างเบื่อที่ประเทศไทยหาอะไรที่สนใจอ่านยาก เช่นสมมุติผมอยากอ่านบทวิเคราะห์เกี่ยวกับวงการเพลงอังกฤษ ก็จะหาอ่านแทบไม่ได้แล้วเพราะต้องเกาหลีเท่านั้นในตอนนี้ ก็เลยคิดว่าอืมฝึกภาษาอังกฤษให้คล่องๆไปเลยดีกว่า อย่างน้อยผมก็ไ่ม่ได้รู้สึกว่าต้องพยายามหรือทุกข์ทรมานอะไรเวลาใช้เวลาอยู่กับภาษานี้

 

     รูปแบบในนี้คือบอกชื่อเรื่อง คนเขียนและปีที่พิมพ์ และก็มีบทวิเคราะห์วิจารณ์ว่าแต่ละเรื่องดีเด่นอย่างไร อ่านแล้วก็เจอหนังสือน่าสนใจหลายเล่มที่ไม่ได้มีแปลไทยว่าจะไปซื้อมาอ่าน ที่น่าสนใจก็คือในรายชื่อหนึ่งพันกว่าเล่มเนี่ยมองไปรอบๆ ตัว ญี่ปุ่น และอินเดีย ได้รับการยอมรับเยอะมากมีหนังสือถูกคัดเลือกเข้ามาเยอะ ในขณะเดียวกันประเทศแบบ เอธิโอเปีย และเวียดนามก็ยังมีเรื่องติดโผ แต่ไม่มี thailand .....แดนสวรรค์ 

   

Book review - เสียงร้องของชายใบ้

posted on 27 Oct 2009 11:28 by pongwut-spock  in Book

 

ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น

   หนังสือรวมเรื่่องสั้นที่ได้รางวัลตะวันส่องอะวอร์ดครั้งที่ 2 ซึ่ง caje นักเขียนรุ่นน้องให้ผมมาเล่มหนึ่ง ( ขอบคุณเคจไว้ด้วย) เรื่องของเคจได้รางวัลที่ 2 อยู่ในเล่มนี้ด้วยเท่าที่คุ้นเคยมาคือตะวันส่องชอบพิมพ์เรื่องแนวมืดๆ สยองขวัญหรือผีแต่ไม่รู้ว่าประกวดเรื่องสั้นครั้งที่สองที่ผ่านไปนี้มีคอนเซปต์อะไรหรือเปล่าเพราะว่าทั้งหมดที่ลงอยู่ในนี้ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับผีหรือความสยองขวัญเอาซะเลย เรื่องสั้นทั้งหมดดูเหมือนจะออกแนวเพื่อชีวิตหรือสะท้อนสังคมอย่างที่เรื่องสั้นของไทยมักจะอยู่ในรูปแบบนี้บ่อยๆ 

 เอาเป็นว่าลองออกความเห็นไปทีละเรื่องหลังจากอ่านดูแล้ว หนังสือรวมเรื่องสั้นแต่ละเรื่องก็ละม้ายคล้ายกับแต่ละ track ในอัลบั้มเพลงประกอบด้วยเรื่องสั้นหกเรื่อง

1.เสียงร้องของชายใบ้โดย โสมชยา เป็นเรื่องที่ได้รางวัลชนะเลิศและนำมาเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้ด้วย เรื่องของหญิงชรากับหลานชายอายุสิบขวบที่เป็นใบ้ ซึ่งลูกสาวที่เคยส่งเงินมาก็หายไป โดนไล่ที่เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ยายหลานก็ต้องเข้ามาในกรุงเทพฯตามหาลูกสาวแล้วเจอประสบกับเคราะห์กรรมมากมายในทำนองว่าคนในสังคมเอาแต่ทำเรื่องเลวร้าย อ่านแล้วก็สะท้อนสังคมดีนะครับแต่ถ้าให้ิติแบบปากจัดหน่อยผมว่ามันออกแนวเป็นเรื่องสั้น "เพื่อชีวิต 101" คือตามตำรามากเลยนะ คนต่างจังหวัดต้องโดนเอาเปรียบ เข้ามาแล้วคนกรุงเทพฯก็หลอก แท๊กซี่ก็ัชั่วโกงเงินก้อนสุดท้ายของยายไปเลย คือชีวิตสองคนนี้ย่ำแย่มากซึ่งผมว่ามันเป็นสูตรไปหน่อยหรือเปล่า ว่ากันตรงๆนะผมว่าคนต่างจังหวัดของไทยไม่ได้ใสซื่อขนาดนั้นหรอก ก็ที่เอาเปรียบคนกรุงเทพหรือโกงเงินนักท่องเที่ยวแพงๆ ก็มีตั้งเยอะผมว่าเรื่องสั้นไทยน่าจะเขียนบทคนต่างจังหวัดให้หัวหมอได้บ้างแล้วนะ ไม่ใช่แอะอะอะไรก็กรุงเทพฯ เมืองกินคนตลอด ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่เปลือกและเชยมากเลย อย่างไรก็ตามหลังจากได้ลองอ่านทุกเรื่องในเล่นแล้วผมก็พบว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะครบถ้วนสมบูรณ์แบบในการนำเสนอและก็อ่านแล้วได้ข้อคิดดีเลยน่าจะเป็นสาเหตุทำให้ชนะไป

2. เส้นทาง โดย จิราธร ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเรื่องสั้นที่เขียนโดยเคจ รูปแบบการเขียนดูเด่นดี แบบว่าเปรียบเปรยเรื่องชีวิตคนและการเดินทางไปสู่ความฝันโดยแสดงออกมาในรูปของนักเดินทาง ผมอ่านแล้วความรู้สึกแรกคือชอบ เก๋ดี อ่านแล้วมันจะออกแนวได้ครุ่นคิดนิดหนึ่ง ดูมีการเปรียบเปรยเป็นปรัชญา เช่นคนทั่วไปแทบทุกคนตอนแรกก็มีความฝันเป็นดั่งนักเดินทางกันหมดแต่สุดท้ายแล้วก็จะล้มเลิกกันไปเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังก้าวเดินตามความฝัน แบบพวกตัวเอกในเรื่อง อ่านแล้วผมว่าดีนะทำให้รู้สึกว่าคนเขียนฉลาดดีแม้อาจจะมีเล็กน้อยที่ทำให้รู้สึกว่าอืม ท่าทางชีวิตนักเดินทางผู้หญิงที่เป็นตัวเอกคนหนึ่งเนี่ยดูเหมือนเรื่องเส้นทางการเดินทางและคนรอบตัวที่เอามาเปรียบเปรยของเธอดูเหมือนจะเป็นชีวิตของเด็กวัยรุ่นเตรียมเอนท์ คิดว่าเรื่องนี้ดี เก๋ แต่อาจจะไม่ชนะเพราะมันเฉพาะทางไปหน่อยหรือเปล่า  

 

                             (ภาพปกที่ผมได้ทำการสแกนมาจากหนังสือทีเคจมอบให้) 

3.มองมุมมอง โดย คฑาวุฒิ เรื่องนี้อ่านตอนแรกดูแปลกๆ แนวๆคือมีตัวละครตัวหนึ่งจัดรายการโทรทัศน์(หรือเปล่าหว่า) เอาเป็นว่างานอะไรสักอย่างใหญ่ๆ แล้วก็มีคนดูเพียบ เชิญตัวละคร 12 ตัวมาแล้วก็มองแก้วน้ำที่มีอยู่ครึ่งแก้วแล้วให้แต่ละคนบอกว่าตัวเองเห็นอะไร จากนั้นแต่ละอาชีพเนี่ยก็พูดว่าในมุมมองของตัวเองเห็นอะไร บลาๆ ซึ่งเหมือนเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนแต่ละอาชีพ ก็มองสิ่งเดียวกันแตกต่างกันไปผ่านองค์ความรู้ของตัวเอง ซึ่งผมว่าตอนที่เด็กนักเรียนตอบคนสุดท้ายนั้นขำดี ตอนแรกเรื่องนี้ผมว่าดูเข้าท่าดีน่าเสียดายที่ตอนท้ายที่น่าจะมีอะไรจบแบบแรงๆ สะใจสักหน่อยกลับไม่มีอะไรผิดความคาดหมายเลยรู้สึกว่ามันวูบ ดับหายไปเงียบๆ อย่างไรก็ตามเป็นหนึ่งในเรื่องที่ค่อนข้างชอบของเล่มนี้

4.กลับบ้าน โดย อนุสรณ์ อันนี้อ่านแล้วรู้สึกคล้่ายๆ เรื่องแรกแต่เป็นตัวเอกกำลังจะขึ้นรถทัวร์กลับต่างจังหวัด อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นประเด็นอะไรเท่าไหร่ แล้วตอนจบก็จบลงแบบดื้อๆ ห้วนๆ ผมว่ามันดูขาดประเด็นหลักไปนะเรื่องนี้ว่าพูดถึงอะไรมีแค่เราติดตามตัวเอกไปเรื่อยๆ ว่าเขาไปพบอะไรมาบ้าง เทียบแล้วเรื่องแรกคมกว่า

5. ความสุขเล็กๆ ที่หายไปกับกาลเวลา-ณัฐชา เป็นเรื่องของเด็กสาวที่เพิ่งจะเสียคุณตาที่เธอสนิทไป เรื่องนี้จะออกไปในเชิงแฟนตาซีนิดหนึ่ง มีตอนตัวเอกได้ย้อนเวลาไปเจอกับคุณตาสมัยยังหนุ่ม เรื่องนี้เรื่องหลักเกี่ยวกับการโหยหาอดีตที่ผ่านไปแล้วโดยใ้ช้ฉากงานวัดเป็นฉากสำคัญ เรื่องนี้ผมว่าโอเค นำเสนอถูกจุดในประเด็นที่ตัวเองจะพูด อาจจะขาดความคมไปนิดตรงที่เจ้าเรื่องความสุขในอดีตที่ตัวเอกโหยหานั้นมองในมุมหนึ่งมันก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่สิ่งเก่าต้องจากไปเมื่อเวลาผ่านไปอยู่แล้วเท่านั้นเอง ไม่ได้โดนทำลายเพราะสิ่งใดนอกจากกาลเวลา

 6.ปรัชญาคนตาบอด - ธีรวุฒิ เรื่องของผู้ชายคนหนึ่งไปคุยกับคนตาบอดชื่อโพ แล้วจากนั้นคนชื่อโพนี่ก็แสดงให้เห็นว่าถึงเขาตาบอดแต่ก็ใช้ชีวิตได้ดีกว่าคนธรรมดาซะอีก มีความสุข มีเพื่อนมากมาย มีเงินเก็บระดับจะสร้างมูลนิธิได้อะไรแบบนั้น แต่อ่านแล้วเฉยๆ ไม่คมเหมือนตั้งใจให้คนตาบอดโชว์เทพเกินไปว่าตูตาบอดนะแต่เก่งกว่าคนตาดี ขนาดฝรั่งยังนับถือรู้สึกว่าไม่ค่อยคมเท่าไหร่ 

 

จบแล้วทั้ง 6 แพร่ง 555 ถ้าให้เรียงตามความชอบส่วนตัว + มองด้านคุณภาพแล้วผมชอบเรียงจากมากไปหาน้อยตามนี้ 2-1-3-5-4-6 

 !! ลืมเติมอีกอย่าง ราคาเต็มเล่มนี้แค่ 65 บาทเอง แม้มีจุดติอะไรบ้างแต่ผมก็ว่าคุ้มแหละ ส่งเสริมนักเขียนด้วยไม่แน่ทั้งหกคนอาจจะเป็นนักเขียนดังอนาคตไกลก็ได้ ผมว่าดีกว่าเอาเงินไปซื้อหนังสือปัญญาอ่อนแบบพวก เห็นกรรม เห็นอดีตชาติ อะไรทั้งหลายพวกนั้นที่เกลื่อนแผงอีกนะ